วันเสาร์ที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2558

ศักราช

ศักราช  คือเวลาอ้างอิงเริ่มต้นที่กำหนดขึ้นในสมัยหนึ่ง โดยกำหนดเอาวันใดวันหนึ่งที่สำคัญของศาสดา พระมหากษัตริย์ หรือวันเริ่มต้นของอณาจักรที่สำคัญบนโลกมนุษย์  หรือที่ไม่มีใครกล่าวถึงกันนักคือเวลาบนโลกสวรรค์   ปีดาวดึงส์ศักราชที่มีในนิยายของคุณพงศ์ศรณ์ ภูมิวัฒน์ เรื่องเทวอสูรสงคราม   ที่กล่าวไว้ว่า มีการค้นพบน้ำอมฤตที่ปีดาวดึงส์ศักราชที่ ๑๑๖๐ ซึ่งท่านสามารถไปหาอ่านได้ที่   http://www.siamintelligence.com/the-young-blood/  ซึ่งก็เป็นแค่เรื่องการกำหนดขอบเขตุเวลา   แต่ ณที่นี้จะกล่าวถึงเฉพาะศักราชที่มีบันทึกไว้บนโลกมนุษย์นี้เท่านั้น


๑.มหาศักราช(ม.ศ.)

มหาศักราชเกิดขึ้นในประเทศอินเดียภายหลังพุทธศักราช ๖๒๑ ปีแพร่หลายเข้ามาสู่ประเทศไทยผ่านทางพวกพราหมณ์เป็นผู้นำเข้ามาพร้อมกับตำราโหราศาสตร์  ในประเทศไทยใช้มหาศักราชก่อนศักราชอื่นๆ ตั้งแต่สมัยก่อนสุโขทัยจนถึงสมัยอยุธยาตอนกลางพบหลักฐานที่ใช้มากในศิลาจารึกสมัยสุโขทัย

 ๒.พุทธศักราช(พ.ศ.)

พุทธศักราชเกิดขึ้นในประเทศอินเดียและแพร่หลายในประเทศที่ตนนับถือพุทธศาสนาเป็นหลัก การนับพุทธศักราชเริ่มตั้งแต่ปีที่พระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธ์ปรินิพพานแต่มีวิธีการนับแตกต่างกันในไทยยึดหลักการนับ  พ.ศ.๑ เมื่อพระพุทธเจ้าปรินิพพานไปแล้ว ๑ ปี ไทยใช้พุทธศักราชมาตั้งแต่สมัยสุโขทัย ในสมัยอยุธยาบางรัชกาลใช้พุทธศักราชร่วมกับศักราชอื่นและ ใช้แพร่หลายในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช และประกาศใช้อย่างเป็นทางการเมื่อปีพ.ศ.๒๔๕๕ในสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว

๓.จุลศักราช(จ.ศ.)
จุลศักราชเกิดขึ้นในประเทศพม่าภายหลังพุทธศักราช ๑๑๘๑ ปีแพร่หลายเข้ามาสู่ประเทศไทย
และเริ่มใช้จุลศักราชมาตั้งแต่สมัยสุโขทัยและต่อมาใช้อย่างแพร่หลายในสมัยอยุธยาตอนปลายและต่อเนื่องมาจนถึงสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว  พบหลักฐานที่ใช้จุลศักราช เช่น พงศาวดารกรุงศรี อยุธยา กฎหมายตราสามดวง เป็นต้น    ปัจจุบันจุลศักราชในประเทศไทยส่วนใหญ่ที่ยังมีใช้  ก็เห็นแต่เอกสารประเภทโหราศาสตร์ เป็นหลัก

๔.รัตนโกสินทร์ศก(ร.ศ.)
รัตนโกสินทร์ศกเป็นการนับศักราชที่ใช้เฉพาะประเทศไทยในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวมาตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๔๓๒ โดยเริ่มนับร.ศ.๑เมื่อปีพ.ศ.๒๓๒๕ซึ่งเป็นปีที่สถาปนากรุงรัตนโกสินทร์ไทยเริ่มใช้การนับแบบร.ศ. ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและต่อมาสมัยพระบาทสมเด็จพระ มงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวเปลี่ยนไปใช้การนับพุทธศักราชจนถึงปัจจุบัน หลักฐานที่ใช้รัตนโกสินทร์ศก เช่น พระราชหัตเลขารัชกาลที่ ๕ และจดหมายพระราชกรณียกิจรายวันในพระบาทสมเด็จพระจุจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

๕.คริสต์ศักราช (ค.ศ.)
เริ่มนับศักราชที่ ๑ โดยนับเมื่อพระเยชูศาสนาของศาสนาคริสต์ประสูติหลังพุทธศักราช ๕๔๓ ปีเป็นศักราชที่ใช้กันแพร่หลายทั่วโลกอันเนื่องมาจากประเทศมหาอำนาจ
เช่น อังกฤษ และฝรั่งเศสใช้คริสต์ศักราชเมื่อเข้าไปจับจองอาณานิคมจึงนำคริสต์ศักราชเข้า ไปดินแดนนั้นด้วยหลักฐานที่ปรากฏ เช่น หนังสือสัญญาทางพระราชไมตรีประเทศอังกฤษ
แล ประเทศสยาม คริสต์ศักราช ๑๘๒๖  และหนังสือสัญญาทางพระราชไมตรีประเทศอเมริกา แล ประเทศสยาม คริสต์ศักราช ๑๘๓๓ เป็นต้น

๖.ฮิจเราะห์ศักราช(ฮ.ศ.)
เป็นการนับศักราชที่ประเทศส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลาม เริ่มนับฮิจเราะห์ศักราชที่ ๑ในปีที่ท่านนบีมูฮำมัดพร้อมกับสาวกอพยพจากเมืองเมกกะไปอยู่ที่เมืองเมดินะ ฮิจเราะห์ศักราช
มีเคาะลีฟฮ์ โอมาร์ หรือกาหลิบ โอมาร์ เป็นผู้ก่อตั้ง ชาวมุสลิมทั่วโลกใช้ฮิจเราะห์ศักราชในการประกอบพิธีกรรมทางศาสนาของตน


หลักเกณฑ์การเทียบศักราช
๑. มหาศักราช (ม.ศ.) =  พ.ศ. – ๖๒๑
๒.จุลศักราช (จศ.)  = พ.ศ. – ๑๑๘๑
๓.รัตนโกสินทร์ศักราช (รศ. )=  พ.ศ. – ๒๓๒๔
๔.คริสต์ศักราช (คศ.)= พ.ศ. – ๕๔๓
๕.บฮิจเราะห์ศักราช (ฮศ. )  พ.ศ. – ๖๒๑ 

วิธีหาปีนักษัตร จากปี พศ.
ให้เอาปี พ.ศ. ที่จะหานั้น  หารด้วย 12 ได้เศษจากการหารเท่าไร ดูตามเศษได้ดังนี้
เศษ 0 หารลงตัว    ปีนี้เป็นปีมะเส็ง ปีงูเล็ก
เศษ 1    ปีนี้เป็นปีมะเมีย ปีม้า
เศษ 2    ปีนี้เเป็นปีมะแม ปีแพะ
เศษ 3    ปีนี้เป็นปีวอก ปีลิง
เศษ 4    ปีนี้เป็นปีระกา ปีไก่
เศษ 5    ปีนี้เป็นปีจอ ปีหมา
เศษ 6    ปีนี้เป็นปีกุน ปีหมู
เศษ 7    ปีนี้เป็นปีชวด ปีหนู
เศษ 8    ปีนี้เป็นปีฉลู ปีวัว
เศษ 9    ปีนี้เป็นปีขาล ปีเสือ
เศษ 10  ปีนี้เป็นปีเถาะ ปีกระต่าย
เศษ 11  ปีนี้เป็นปีมะโรง ปีงูใหญ่

------------------------------------------------
ตำนานศักราชเก่าแก่แบบอื่น ที่น่าสนใจ 
(ลอกมาจากเวปไซด์ไหน ไม่รู้แล้วกลับไปหาไม่เจอ)

แต่ละอารยธรรมต่างมีการกำหนดนับวันเวลาที่ต่างกัน  ในแถบเอเชียมีวิธีกำหนดนับวันเวลาหลายแบบ  รูปแบบของวันเวลาที่นิยมใช้กันตั้งแต่ดั่งเดิมได้แก่

๑.  ศักราชโลกกาลหรือสัปตฤกษ์กาล  เป็นการกำหนดวันเวลาของชาวอินเดีย  ใช้ในเมืองตักกสิลา (แคชเมียร์)   เรียกว่าสัปตฤกษ์กาลหรือศักราชโลกกาล  กำหนดวันเวลาจากการโคจรของดวงอาทิยย์และหมู่ดาวเคราะห์ผ่าน ๒๗ ดาวฤกษ์  ตั้งแต่อัศวิณีฤกษ์  ถึงเรวตีฤกษ์  โดยกำหนดระยะ ๑๐๐ ปีเป็น ๑ ฤกษ์  เมื่อครบ 27 ฤกษ์จะเท่ากับ ๒๗๐๐ ปี  เป็นหนึ่งรอบแห่งศักราช  ศักราชโกลกาลนี้ตั้งขึ้นก่อนพุทธศักราช ๖๒๓๔ ปีและใช้มาได้ ๓ รอบกับอีก ๑๗๘๓ ปี (๙๘๘๓)  จึงเลิกใช้

๒.  ปีพฤหัสบดีจักร์  ตั้งขึ้นเมื่อศักราชโลกกาลล่วงมาแล้ว ๓ รอบกับอีก ๑๗๘๓ ปี  กำหนดวันเวลาจากการโคจรของดาวพฤหัสบดี ๑ ราศีเป็น ๑ ปี  เมื่อดาวพฤหัสบดีโคจรครบรอบ ๑๒ ราศี ๕ ครั้งรวมเวลา ๖๐ ปี  เป็นหนึ่งรอบพฤหัสบดีจักร์  โดยกำหนดเอาปีที่ดาวพฤหัสบดีโคจรเข้าราศีมีน (ปีเถาะ)   เป็นปีต้นรอบแห่งพฤหัสบดีจักร์

ปีพฤหัสบดีจักร์นิยมใช้กันมากในประเทศอินเดีย  ธิเบต  จีน ไทย  ลาว  เป็นต้น  ปัจจุบันยังคงเหลือให้เห็นในรูปแบบปีสิบสองนักษัตร์  โดยไทยนับแต่ชวดเป็นปีต้นรอบแห่งพฤหัสบดีจักร์  ไทยเหนือนับแต่กุนเป็นปีต้นรอบแห่งพฤหัสบดีจักร์

๓.  กลียุคศักราช  เมื่อปีพฤหัสบดีจักร์ล่วงมาแล้วได้ ๒๗ – ๒๘ ปีได้มีวิธีกำหนดนับวันเวลาขึ้นใหม่  เรียกว่ากลียุคศักราช  เพื่อใช้สำหรับคำนวณปฏิทินโหราศาสตร์  เริ่มตั้งขึ้นเมื่อวันพฤหัสบดี แรม ๑๔ ค่ำ เดือน ๕  ก่อนพุทธศักราช ๒๕๕๘ ปี หรือวันที่ ๑๗ กุมภาพันธ์  ก่อนคริสตศักราช ๓๑๐๑ ปี

โดยยึดถือเอาวิถีการโคจรของโลก  ดวงอาทิตย์และดวงจันทร์  จากการสังเกตุเห็นว่าโลกโคจรเข้าใกล้ดวงอาทิตย์ ในสิบรอบแห่งปีนักษัตร์ (๑๒๐ ปี)ต่อ ๑ ลิปดา  หรือ ๗,๒๐๐ ปีต่อ ๑ องศา  ทำให้ระยะเวลาในระหว่างที่ดวงอาทิตย์โคจรเข้าราศีเมษเร็วขึ้นทุกๆ ปี  ความคลาดเคลื่อนของระยะเวลาดังกล่าวเริ่มมีตั้งแต่องศาที่ ๙๐ ถึงองศาที่ ๓๖๐ ของโลก  จึงมีการแบ่งช่วงเวลาตั้งแต่องศาที่ ๙๐ ถึงองศาที่ ๓๖๐ เป็น ๔ ส่วน  กำหนดเรียกเป็น ๔ ยุค  นับตั้งแต่ยุคที่สี่ถึงยุคที่หนึ่งมีชื่อตามลำดับว่า  จัตยายุค  ไตรดายุค  ทวาปรยุค  กลียุค  แบ่งเป็นระยะเวลาแต่ละยุคดังนี้


                จัตยายุค                  ๑,๗๒๘,๐๐๐  ปี

                ไตรดายุค                ๑,๒๙๖,๐๐๐  ปี

                ทวาปรยุค                  ๘๖๔,๐๐๐  ปี

                กลียุค                         ๔๓๒,๐๐๐  ปี

                รวมเป็นมหายุค      ๔,๓๒๐,๐๐๐  ปี

ในสมัยของกลียุค  เมื่อดวงอาทิตย์ยกขึ้นสู่ราศีเมษ  เป็นวันขึ้นปีใหม่หรือวันมหาสงกรานต์  แต่ในยุคก่อนๆเช่นสมัยทวาปรยุคซึ่งนับถอยจากนี้ไปประมาณ ๖,๐๐๐ ปี  วันมหาสงกรานต์  คือวันที่ดวงอาทิตย์ยกเข้าราศีพฤษภ

จากการที่โลกโคจรเข้าใกล้ดวงอาทิตย์  เมื่อเข้าใกล้ในระยะหนึ่ง  ไฟจะไหม้โลก  เรียกว่าไฟประลัยกัลป์  หมายถึงหมดภัทรกัป  อันมีจำนวน ๔,๓๒๐,๐๐๐,๐๐๐ ปี  โดยมีสูตรคำนวณว่า ๑,๐๐๐ มหายุคเป็น ๑ ภัทรกัป  ปัจจุบันเป็นมหายุคที่ ๒๗ ย่างเข้ามหายุกที่ ๒๘  นับอายุในภัทรกัปล่วงมาได้ ๑๑๖,๖๔๐,๐๐๐ ปี  และนับตั้งแต่ต้นมหายุคจนถึงกลียุยอีก ๓,๘๘๘,๐๐๐ ปี  รวมเป็น ๑๕๕,๕๒๐,๐๐๐ ปี  ยังเหลือเวลานับตั้งแต่ต้นกลียุคไปอีก ๔,๑๖๔,๔๘๐,๐๐๐ ปี  จึงจะเกิดไฟประลัยกัลป์  กลียุคศักราชนี้ปัจจุบันยังมีนักบวชบางนิกายนิกายใช้เป็นเกณฑ์คำนวณปฏิทินอยู่

อัญชันศักราช  เมื่อกลียุคศักราชล่วงมาแล้วได้ ๒๔๑๑ ในปีเถาะ  ที่กรุงเทวทหะมีกษัตริย์ทรงพระนามว่า พระเจ้าอัญชนะ  มีพระขนิษฐาพระองค์หนึ่งเป็นพระมเหสีพระเจ้าสีหหนุแห่งกรุงกบิลพัสดุ์  ส่วนพระองค์ได้พระขนิษฐาของพระเจ้าสีหหนุมาเป็นพระมเหสี  ที่กรุงราชคฤห์มีกษัตริย์ทรงพระนามว่าพระเจ้าพาทิยะ  กษัตริย์ทั้งสามนครสืบเชื้อสายมาจากพระเจ้ามหาสมมติตั้งแต่ครั้งปฐมกัลป์และเป็นพระสหายกัน  พระเจ้าอัญชนะนั้นมีพระอนุชาพระองค์หนึ่งถือเพศเป็นดาบส พระนามว่า กาลเทวิลดาบส  ครั้งนั้นกาลเทวิลดาบส ได้ชักชวนให้กษัตริย์ทั้งสามนครลบศักราชเก่าเสียแล้วตั้งศักราชของตนเองขึ้นมาใช้ใหม่เรียกว่า อัญชันศักราช แต่ในบางแห่งก็เรียกว่าศักราชของพระเจ้าสีหหนุ

ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว  ทรงให้โหรคำนวณดวงพระราชชะตาของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า  ที่ทราบกันว่าพระพุทธเจ้าประสูติเมื่อปีจออัฐศก ศักราช ๖๘  ตรัสรู้เมื่อปีระกาตรีศก ศักราช ๑๐๓  และนิพพานเมื่อปีมะเส็งสัปตศก  ศักราช ๑๔๗  นั้นคืออัณชันศักราชนี้



3 ความคิดเห็น:

  1. ไม่ระบุชื่อ1 สิงหาคม 2559 เวลา 21:40

    ปีประสูติ คือวันขึ้น15คำ่ เดือน6 ปีอัญชัน 68 แล้วปีปรินิพพานคือ ขึ้น15คำ่เดือน6 ปีอัญชัน 147 พระชนมายุของพระพุทธเจ้าก็จะคำนวณได้เพียง 79ปี เอง ปีอัญชันน่าจะเป็น 148 มากกว่า

    ตอบลบ
  2. ไม่ระบุชื่อ1 สิงหาคม 2559 เวลา 21:40

    ปีประสูติ คือวันขึ้น15คำ่ เดือน6 ปีอัญชัน 68 แล้วปีปรินิพพานคือ ขึ้น15คำ่เดือน6 ปีอัญชัน 147 พระชนมายุของพระพุทธเจ้าก็จะคำนวณได้เพียง 79ปี เอง ปีอัญชันน่าจะเป็น 148 มากกว่า

    ตอบลบ